ถึงแม้คนเราจะมีภาษาพูดเอาไว้สื่อสารให้เข้าใจกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะพยายามทำความเข้าใจคนอื่นผ่านภาษากาย มากกว่าภาษาพูด ซึ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่าง ภาษาพูดกับภาษากาย ก็จะพบว่าคนเรามักเชื่อในภาษาภายมากกว่าซะด้วย โดยเฉพาะในเวลาที่คำพูดไม่สอดคล้องกับสีหน้า ท่าทาง เรามักจะเลือกฟังสีหน้าท่าทางมากกว่า ตัวอย่างเช่น ระหว่างที่เรากำลังเล่าเรื่องบางอย่างอยู่ แล้วพบว่าคู่สนทนายกมือขึ้นมาจับจมูกและมองบนเล็กน้อย เราก็จะรับรู้ความรู้สึกของเขาได้ว่ามันเป็นไปในทางลบ ถึงแม้เขาจะบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก อย่าสนใจเลย”
ภาษากาย (body language) เป็นตัวช่วยในการสื่อเข้าไปถึงความรู้สึกที่มากกว่าภาษาพูด ทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสสำเร็จในชีวิตได้อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราได้นำความรู้ เทคนิค เกี่ยวกับภาษากาย 7 แบบ ที่ควรเรียนรู้ สิ่งไหนควรทำ สิ่งใดงดเว้นหรือห้ามทำ ต้องเรียนรู้เอาไว้ เพื่อเพิ่มความสำเร็จให้กับตัวคุณเองค่ะ จะเป็นอะไรบ้างเรามาดูกันค่ะ
1. การยืนตัวตรง
การยืนตัวตรง ถือเป็นท่าทาง (posture) ที่ดีเพราะจะช่วยเสริมให้ดูเป็นคนที่มีความมั่นใจ น่าเกรงขาม ส่งผลให้คุณรู้สึกจากภายในว่า ตัวเราเอง มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าใคร ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราดูมีพลัง
2. ไม่กอดอก ระหว่างสนทนากับคนอื่น
ท่ากอดอก เป็น “ท่าปิด” การกอดอกระหว่างที่สนทนากับคนอื่น จึงส่งผลให้คู่สนทนารู้สึกถึงการปิดกั้น ความไม่เป็นมิตร ความไม่เปิดเผย โดยเฉพาะหากกอดอกคุย กับคนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกันใหม่ ๆ จะทำให้เขารู้สึกว่า คุณไม่อยากจะคุยกับเขา ซึ่งไม่มีใครอยากรู้สึกแบบนั้น ฉะนั้นหากต้องการสร้างความประทับใจ หรือ มิตรภาพ ก็ควรเลิก ทำท่ากอดอก ระหว่างที่สนทนากับคนอื่นนะคะ
3. ไม่ทำท่าทางหลุกหลิกอยู่ไม่สุข
การทำท่าทางหลุกหลิก คือท่าทางของการอยู่ไม่สุข เช่น จับเสื้อผ้าของตัวเองเล่น เอานิ้วม้วนผมไปมา หรือการเช็คโทรศัพท์บ่อย ๆ ซึ่งจะทำให้คนอื่นรับรู้ถึงความวิตกกังวลของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่เป็นทางการ เช่น การไปพบลูกค้ารายใหญ่ การนำเสนองาน การประชุมกับผู้บริหาร ควรพยายามเก็บทรงของตัวเองเอาไว้ ควบคุมร่างกายและสติของตัวเองให้อยู่นิ่ง ๆ โดยฝึกไปจนกว่าคุณจะทำได้โดยธรรมชาติไม่ใช่การฝืนทำ
4. หลีกเลี่ยงการจ้องตาคู่สนทนา
การสบตา หรือ eye contact คือภาษากายที่ทรงพลังในการสื่อสาร รวมไปถึงเป็นการบ่งบอกผ่านสายตา ถึงความใส่ใจคู่สนทนาอยู่ แต่การจ้องตาเป็น eye contact ที่ดูตั้งใจมากจนเกินไป อาจส่งผลให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด ดูส่อไปในทางก้าวร้าว ไม่เป็นมิตร ดังนั้นก็ขอให้มีสติระหว่างการสนทนา จะได้ไม่เผลอไปจ้องตาเขม็ง จนคนอื่นรู้สึกไม่ดีนะคะ
5. พยักหน้าแต่พอดี
การพยักหน้าให้คู่สนทนาเป็นสิ่งที่ดี แต่การพยักหน้าเยอะไปมันจะกลายเป็นเหมือนการพยักหน้าแบบไม่จริงใจ คือพยายามที่จะเออ-ออไปแบบนั้น เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดี หรือพูดง่าย ๆ ประจบประแจงออกหน้าออกตามากไป
6. ไม่ดูนาฬิกาบ่อย
การดูนาฬิกาจะเป็นพฤติกรรมที่ปกติ
เมื่อเรามีธุระที่จะต้องไปทำต่อหรือต้องควบคุมเวลาในการสนทนา การดูนาฬิกาจะเป็นพฤติกรรมที่ปกติ แต่การดูนาฬิกาบ่อย ๆ ทำให้รู้สึกว่าคุณเริ่มไม่ตั้งใจฟังและไม่อยากที่จะอยู่ตรงนี้แล้ว ถือเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย เพราะเป็นอากัปกิริยาที่เริ่มดู “อยู่ไม่สุข” และทำให้คนตรงหน้าไม่อยากจะคุยกับคุณไปมากกว่านี้
7. สิ่งที่พูดและภาษากายควรสัมพันธ์กัน
ความลับของการสื่อสารที่ดีอาจจะเป็นความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่พูดและภาษากาย หากคุณทำหน้าเศร้าเมื่อได้รับคำชม หรือคุณยิ้มระหว่างที่คุณกำลังถูกปฏิเสธ คู่สนทนาก็จะสับสนและมักจะเลือกเชื่อท่าทีที่แสดงออกไปมากกว่าการฟังสิ่งที่คุณพูด ดังนั้น เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยให้การเจรจานำไปสู่ความสำเร็จ จึงควรแสดงออกให้สอดคล้องกับคำพูดที่กำลังพูดออกไป
อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษากายถือเป็น “ทักษะ” อีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาจากการเรียนรู้และประสบการณ์ของตนเอง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองไม่ถนัดเรื่องการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยภาษากายหรือภาษาพูด หรือเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเองทำให้ไม่กล้าที่จะสื่อสารออกไป คุณก็สามารถฝึกฝนตนเองได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือหากคุณพบว่าตนเองอาจจะเสี่ยงต่อการเป็น “โรควิตกกังวลในการเข้าสังคม” ก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักจิตบำบัดได้ตามสะดวกค่ะ
